Posts

อัจฉริยะทางด้านการดื้อ

Image
เมื่อเราเกิดมาและลืมตาขึ้นมาบนโลกใบนี้ สิ่งที่เราพบเจอคือความสวยงามของโลกใบนี้พร้อมรอยยิ้มเล็ก ๆ จากคนที่รักเรา ซึ่งก็คือ พ่อ, แม่ และญาติของเรา พวกเขาพร้อมจะมอบความอบอุ่นให้กับเรา พร้อมจะปกป้องเรา พร้อมจะสั่งสอนเราให้เราเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เราเปรียบเสมือนผ้าขาวที่ใครๆ ก็สามารถแต้มสีไหนเข้าไปให้เราก็ได้ แต่... พวกเขารู้ได้อย่างไรว่าเราคือผ้าขาว ? แท้จริงแล้วเรามีความต้องการของตัวเอง โชคชะตาเราถูกกำหนดเอาไว้แล้วว่า...เราเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้เพื่ออะไรและเราเป็นใคร แต่เรากลับถูกครอบงำจากสภาพแวดล้อมในสมัยที่เรายังเด็ก เรารับเอาความคาดหวังของผู้อื่นเป็นความคาดหวังของตัวเอง แถมเราดันเอาความคาดหวังของคนอื่นมาตั้งเป็นเป้าหมายของตัวเองอีก เช่น เราต้องเป็นหมอให้ได้, เราต้องเรียนเก่งที่สุดในห้อง เป็นต้น ทั้งที่จริงๆแล้ว นั่นอาจไม่ใช่ความต้องการของเราเลยด้วยซ้ำ ถ้าเราทำตามความคาดหวังของผู้อื่นในระยะยาว เราจะไม่มีทางแสดงความสามารถที่แท้จริงให้ผู้อื่นเห็นได้เลย สิ่งที่เราแสดงนั่นเป็นเพียงละครที่ผู้จัดฉากเขียนบทให้เราเล่นไปตามบทบาทเพียงเท่านั้น เมื่อสภาวะจิตใจเราเดินเข้าสู่ทางตัน เราจะตั้งคำถามกั

เหตุผลที่เกิด

Image
เมื่อเราศึกษาในทุกสรรพสิ่งเราจะเข้าใจสภาวะหนึ่งซึ่งเรียกว่า "การเข้าใจชีวิตโดยรวมทั้งหมด"ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนไม่เที่ยง สรรพสิ่งทั้งหมดล้วน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ตามมาตราวัดที่ชื่อว่ากาลเวลา เมื่อกาลเวลาผ่านไปทุกสิ่งทุกอย่างก็จะผ่านไป ยิ่งมีความหวังมากเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องผิดหวังมากเท่านั้น ยิ่งมีความสุขมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีความทุกข์มากเท่านั้น ยิ่งมีความรักมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีความทุกข์มากเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนเป็นบาดแผลของเราในการดำเนินชีวิต ยิ่งเรามีบาดแผลมากเท่าไหร่เราก็จะยิ่งระมัดระวังในการใช้ชีวิตมากขึ้น เช่น ถ้าเราเคยรักใครซักคนอย่างหมดหัวใจ โดยที่เรามอบความรัก ความจริงใจ และความห่วงใยให้คนรักด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ แต่เรากับผิดหวังเพราะคนที่เรารักนอกใจไปคบกับคนใหม่ ความรักครั้งนั้นทำให้เกิดบาดแผลอันยิ่งใหญ่ในใจเรา เราอาจปิดตัวเองไม่เปิดรับใครอีกเลยหรือเราอาจไม่คิดรักใครอีกเลยก็เป็นไปได้ เมื่อบาดแผลในใจเราเกิดขึ้น กลไกการป้องกันตนเองของเราทำงานโดยอัตโนมัติโดยที่เราจะปิดรับความรักครั้งใหม่ เราเริ่มวิเคราะห์ในทุกๆ ความสัมพันธ์อย่างรอบคอบ เราเริ่มรักตัวเองมากขึ

โทษตัวเอง

Image
การโทษตัวเองดีอย่างไร ? คุณธรรมข้อนี้เป็นข้อที่วิเศษมาก ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมไหน ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรหรือเรื่องไหนก็ตาม ถ้าเกิดข้อผิดพลาดในสิ่งที่ทีมคุณหรือตัวคุณทำ จง โทษตัวเอง การคิด  โทษตัวเอง จะทำให้เราเกิดการปรับปรุงตัวเองตลอดเวลาและเราจะเจอปัญหาจุกจิกในการใช้ชีวิตในกรณีที่คุณพบเจอกับเรื่องเลวร้าย เช่น เฟรินเห็นโฆษณาใน Social Media ว่า iPhone 14 Pro max ราคาเพียง 25,000 บาท (ซึ่งราคา ณ วันที่ผมเขียน Blog อยู่ที่ประมาณ 40,000 กว่าบาท)  เฟรินไม่รอช้าคลิกลิ้งเพื่อทำการสั่งซื้อทันที เมื่อทำการโอนเงินสั่งซื้อสินค้าและไม่มีการส่งของจากผู้จัดจำหน่าย เฟรินทักแชทไปหลายต่อหลายครั้งแต่ไม่มีใครตอบแชท เฟรินเริ่มรู้ตัวแล้วว่า "ถูกหลอก"  เงิน 25,000 บาท เฟรินเก็บเงินมาหลายเดือนกว่าจะสะสมได้ครบ สิ่งที่เฟรินคิดจะทำก็คือ การเข้าแจ้งความและพยายามสืบหาคนที่หลอกเงิน และพยายามขอความช่วยเหลือจากสื่อต่างๆ  เฟรินเดินทางไปที่สถานีตำรวจเข้าแจ้งความ แต่เฟรินก็รู้สึกว่าคุณตำรวจไม่เข้าใจในสิ่งที่ตัวเองสูญเสีย (เกิดการโทษตำรวจขึ้นมา) จากนั้นก็เดินทางไปธนาคารเพื่อทำการอายัติเงินจำนวน 25,000 บาทที่ตัวเองโอ

การเป็นผู้ให้ดีอย่างไร

Image
เป็นที่ทราบกันดีว่าในโลกใบนี้จะมีพลังงานที่เกิดจากขั้วสองขั้วเสมอ ซึ่งนั่นก็คือ ขาวกับดำ มึดกับสว่าง ดีกับร้าย สุขและทุกข์ และการให้กับการรับ ซึ่งในบทความนี้เราจะเจาะลึกกันเรื่องนี้ ผู้ให้กับผู้รับ แบบไหนดีกว่ากัน ?  พวกเราอาจจะเคยชินกับการเป็นผู้รับโดยไม่รู้ตัวจากพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หรือคนรอบๆ ข้างที่เมตตาเอ็นดูเราและเราก็ใช้ชีวิตที่ในรูปแบบที่ไม่รู้แบบนี้มาจนกระทั่งเราเติบโตขึ้น ผู้ให้ที่เราคุ้นชินเริ่มห่างหายหรือหมดกำลังลงเพราะ พวกเขาเริ่มไม่มีแรงมากพอที่จะให้ได้อีกต่อไป และถ้าเรายังคงคุ้นชินจากการเป็นผู้รับต่อไป ปัญหาทุกอย่างจะเกิดขึ้นทันดังคำที่กล่าวว่า พ่อแม่รังแกฉัน เราจะเริ่มหงุดหงิดไม่พอใจทันทีที่ไม่ได้รับสิ่งที่เราอยากได้ เราจะหาหนทางผิดๆ เพื่อตอบสนองสิ่งที่เราอยากได้ในทุกๆ ทางจนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเดินเข้าสู่หนทางที่แสนจะอันตราย ที่ผมเอาเรื่องนี้มาเล่าก็เพราะในสังคมสมัยก่อนนั้นเป็นสังคมใหญ่ พ่อแม่มีลูกกันหลายต่อหลายคนและไม่สามารถเลี้ยงดูได้อย่างทั่วถึง พ่อแม่ก็ไม่มีกำลังมากพอที่จะให้จนบางครั้งต้องอาศัยกำลังจากพี่คนโตเพื่อเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงและพี่คนรองก็ได้รับความรับผิดชอบใน

ชีวิตคือความปวดร้าว

Image
เริ่มบทแรกก็เรื่องแปลกแล้ว ! ผมอาจจะเริ่มต้นจาก "จงใช้ชีวิตให้มีความสุข หรือคิดบวกแล้วชีวิตจะมีความสุข" นั่นเป็นข้อความจากยุค 90 ที่ผมเคยอ่านหนังสือหลายต่อหลายเล่ม แต่ไม่ใช่กับยุคนี้เพราะเราไม่สามารถจะบิดเบือนความเป็นจริงได้เลยว่า ชีวิตคือความปวดร้าว  มีข่าวฆ่ากันทุกวัน มีประเด็นต่างๆ ทั้งการฉ้อโกง หลอกลวง โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ผ่านเข้ามาให้เราพบเจอ ให้เราอ่านในทุกๆ วัน เราอาจจะมองโลกในแง่ดีว่านั่นไม่ใช่เราหรอก เราไม่มีทางจะพบเจอเรื่องเหล่านั้นได้เลย แต่อย่าลืมครับว่า เขาก็ใช้ชีวิต เราก็ใช้ชีวิต และเราไม่ควรจะเอาพรมมากลบร่องรอยที่เปื้อนโคลนเพื่อให้มองดูสวยงามในจิตใจเราเอง ถ้าเรายังหลอกตัวเองต่อไปว่า ชีวิตคือความสวยงาม นั่นเท่ากับเรากำลังบ่มเพาะเชื้อโรคชนิดหนึ่งไว้ในจิตใจ และเมื่อใดก็ตามที่เชื้อโรคชนิดนี้ก่อตัวขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว จะทำให้จิตใจเราสลายและไม่สามารถรักษาได้ ในทางกายภาพก็เหมือนกัน ถ้ามีเซลชนิดใดในร่างกายทำงานผิดปกติแม้เพียงเซลเดียว เราอาจจะล้มป่วยได้โดยไม่ทันตั้งตัวเช่นกัน ดังนั้นการใช้ชีวิตในยุคใหม่ที่เราต้องคอยระวังอันตรายทางกายแล้ว เรายังต้องระวังอันตรายทางด้านจ

ช่วงใหม่ๆ ย่อมดีเสมอ

Image
ผมชื่อ สรวิชญ์ ชื่อเล่น คิม ยินดีที่รู้จักครับ ช่วงนี้เป็นช่วงใกล้สิ้นปีของปี 2565 เป็นฤกษ์ดีที่จะเปิด Blog ใหม่ จริงๆ แล้วผมเป็นมือใหม่ในการเขียน Blog มากๆ เพราะไม่เคยเขียนอะไรเลย ยกเว้นการจดโน๊ตเวลาทำงานหรือการจดบันทึกเท่านั้น แต่สิ่งที่ผมมีในวันนี้จะช่วยให้เราก้าวสู่โลกอนาคตอย่างแท้จริง ผมเป็นนักศึกษาอะไรก็ไม่รู้ ที่ไม่ใช่ตำราเรียน ผมมองว่าตำราเรียนถูกจำกัดเนื้อหาไว้ที่บางส่วนไม่นำมาเปิดเผยทั้งหมด ดังนั้นก็เป็นข้่อสรุปของการเรียนไม่เก่งในอีกรู้แบบหนึ่ง  ผมอ่านหนังสือเยอะมาก และชอบศึกษาความรู้ทั้งศาสตร์และศิลในยามว่าง ผมเก็บสะสมเรื่องราวต่างๆ ไว้มากมายพร้อมประสบการณ์แปลกๆ ไว้มากมายเช่นกันและพร้อมที่จะมาเล่าให้ฟังกันผ่าน Blog แห่งนี้  Blog นี้ตั้งตามชื่อผมเองคือ Sorlavit และเนื้อหาภายใน Blog นี้ก็จะมีเนื้อหาในหลากหลายรูปแบบ เปรียบเสมือนการเดินทางใช้ชีวิตของผู้ชายคนนึง ซึ่งมีรูปแบบวิธีการคิดที่เป็นเอกลักษณ์และความสนุกปะปนกันไป และผมยืนยันอีกครั้งความความคิดผมไม่เหมือนใครอย่างแน่นอนผมจะยกตัวอย่างเล็กน้อย  โดยปกติคุณเลือกสีรถจากอะไร ?  โดยยุคสมัยนี้จะเลือกสีรถเป็นสีดำ ซึ่งให้ความรู้สึกเข